อาการท้องเสีย

posted on 11 Jun 2012 10:15 by sirinpharmacy in Medicines
 
อาการท้องเสีย
 

 
อาการท้องเสียแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
 
- ประเภทแรก คือ อาการท้องเสียเนื่องจากได้รับสารพิษจากเชื้อ
 
- ประเภทที่สอง คือ อาการท้องเสียเนื่องจากการติดเชื้อ
 
- ส่วนอาการท้องเสียประเภทสุดท้าย ได้แก่ ท้องเสียธรรมดาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือสารพิษจากเชื้อ
 
อาการท้องเสียทั้งสามประเภทนี้จะมีลักษณะอาการ วิธีการรักษา และการปฏิบัติตนที่แตกต่างกันซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรทราบ เนื่องจากถ้าปฏิบัติตนไม่ถูกต้องแล้ว อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
 

1.อาการท้องเสียเนื่องจากได้รับสารพิษจากเชื้อ
 
ถ้าเป็นการท้องเสียจากการได้รับสารพิษจากเชื้อ มักจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษที่มาจากเชื้อโรคเข้าไป ผู้ป่วยมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายเหลวหลังจากรับประทานอาหารประมาณ 2-4 ชั่วโมง เรียกว่ากินเข้าไปไม่นานก็มีอาการแล้ว แต่มักจะไม่มีไข้ สำหรับการท้องเสียเนื่องจากการติดเชื้อนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ร่วมกับการถ่ายเหลว ซึ่งลักษณะของอุจจาระจะแปลกไปจากท้องเสียทั่วไป เช่น ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด บางรายอุจจาระจะคล้ายน้ำซาวข้าว และถ่ายพุ่ง หรือบางรายอาจถ่ายออกมามีกลิ่นเหม็นผิดปกติ เช่น เหม็นเหมือนหัวกุ้งเน่า เป็นต้น แต่ถ้ามีอาการท้องเสียเพียงแค่ถ่ายเป็นน้ำ ไม่มีอาการดังที่กล่าวไว้ในการท้องเสียสองประเภทแรกก็จะเป็นการท้องเสียธรรมดา
 
2.อาการท้องเสียเนื่องจากการติดเชื้อ          
 
เกิดจากการติดเชื้อบิดมีตัว หรือเชื้ออะมีบา ซึ่งเป็นเชื้อบิดที่รู้จักกันดี มักจะทำให้มีไข้สูง ปวดท้องมาก ถ่ายเป็นน้ำมาก และบ่อย อาจเห็นอุจจาระมีเลือดปน ตรวจอุจจาระจะพบตัวเชื้อซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว หรือตรวจพบไข่ของมัน ร่วมกับพบเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว
 
โรคบิดไม่มีตัว เกิดจากเชื้อชิเกลลาซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักจะมีอาการไข้สูงมาก ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปริมาณมาก กลิ่นอุจจาระจะมีกลิ่นเหมือนหัวกุ้งเน่า บิดชนิดนี้อาจทำให้มีอาการชักได้ง่าย เพราะเกิดได้รวดเร็วมากจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน
 
ท้องเสียในเด็กทารก และเด็กโตอาจมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสโรตา (Rotavirus) ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดท้องเสียในเด็ก ซึ่งอาจเกิดจากเด็กที่ชอบดูดนิ้วหรืออมมือ และชอบหยิบของหล่นจากพื้นเข้าปากก็อาจท้องเสียจากการติดเชื้อได้ง่าย อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาจเกิดจากเชื้อที่ทำให้เป็นไข้หวัด ต่อมาเคลื่อนลงกระเพาะลำไส้ ก็กลายเป็นหวัดในกระเพาะลำไส้ ซึ่งทำให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารผิดไปจากปกติ ไม่สามารถย่อยอาหารได้ เกิดอาการอาเจียนและท้องเสีย
 
การติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค เป็นต้น
 
3. ท้องเสียธรรมดาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือสารพิษจากเชื้อ
 
กลุ่มที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อาหารเป็นพิษ เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน อย่างเฉียบพลัน และมักรุนแรง มักเกิดภายหลังรับประทานอาหารได้สัก 1-2 ชั่วโมง
 
ท้องเสียเนื่องจากร่างกายขาดน้ำย่อยบางชนิด ดังเช่นในคนเอเซียจำนวนไม่น้อย ที่เกิดมาขาดสารเอนไซม์ที่จะใช้ย่อยน้ำตาลในนมวัว รับประทานนมวัวทีไรก็ท้องเสียทุกที หรือเด็กที่หายจากอาการท้องเสียใหม่ๆ ร่างกายยังไม่ฟื้นพอที่จะสร้างเอนไซม์ตัวนี้ เด็กก็จะท้องเสียหากรับประทานนมวัวเข้าไป ทั้งๆที่เมื่อก่อนรับประทานได้
 
แพ้อาหาร ต้องแยกจากพวกที่เกิดมาไม่มีน้ำย่อยสำหรับอาหารบางชนิดให้ดี เพราะอาการเหมือนกันมาก แต่พวกนี้มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นผื่น หรือหายใจหอบ หรือมีลักษณะขาดอาหารก็เป็นได้ พวกนี้ไม่ได้ขาดน้ำย่อย แต่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารนั้นๆ แต่ละคนก็จะแพ้อาหารแตกต่างกันไป บางคนแพ้อาหารที่ทำจากนมวัว บางคนแพ้อาหารที่ทำจากเนื้อปู หรือบางคนแพ้ส้ม เป็นต้น
 
โรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหารบางชนิด โรคลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ อาจทำให้มีการหลั่งนํ้าออกมามากกว่าปกติ จนเกิดท้องเดินได้ อาการท้องเสียบางครั้งอาจเกิดมาจากลำไส้อักเสบ อาหารจึงไม่สามารถดูดซึมที่ลำไส้ได้ตามปกติ อุจจาระก็จะเหลวเป็นน้ำได้
 
เกิดจากการได้รับสารพิษ เช่น สารบอแรกซ์ หรือเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ก็อาจเป็นสาเหตุให้ถ่ายเหลวได้เช่นกัน นอกจากอาการท้องเสียแล้ว ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดท้อง ปวดถ่วงขณะถ่าย ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลียร่วมด้วย ถ้ามีอาการรุนแรง ร่างกายจะขาดน้ำและสารเกลือแร่ อาจทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย ตรวจพบว่าชีพจรเต้นเบา และหายใจหอบเหนื่อย

ลักษณะอาการเริ่มต้นของอาการขาดน้ำ ได้แก่ มีอาการซึม ปัสสาวะน้อยลง (ในเด็กทารก จะใช้ผ้าอ้อมน้อยกว่า 6 ผืนต่อวัน) ปากแห้ง น้ำตาไม่ค่อยมีเวลาร้องไห้ ในเด็กทารกหรือเด็กวัยหัดเดินจะเห็นมีรอยบุ๋มที่ศีรษะอาการขาดน้ำขั้นรุนแรง ได้แก่ เด็กมีอาการกระสับกระส่ายมากขึ้น เด็กอ่อนเพลียมาก และนอนมากขึ้น ขอบตาหมองคล้ำ ตัวเย็น สีผิวของมือ และเท้าผิดปกติ ผิวหนังเหี่ยวย่น ไม่มีการปัสสาวะมานานแล้วหลายชั่วโมง

อาการ
 
วัยผู้ใหญ่

 
จะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำเหลวๆมากกว่า 3 ครั้ง ใน 1 วันหรือเป็นมูกเลือด 1 ครั้ง ใน 1 วัน เราถือว่าท้องเสียนั่นเอง และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง หรือบางรายอาจมีไข้ ซึ่งอาการจะรุนแรงต่างกัน แล้วแต่สาเหตุการเกิด

วัยเด็ก

เด็กจะอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากกว่า 6 – 8 ครั้งต่อวัน แสดงว่าท้องเสีย และถือว่ามีอาการรุนแรง แต่บางครั้งอาจเป็นการยากที่จะบอกว่าเด็กท้องเสียหรือไม่ เนื่องจากอุจจาระของเด็กตามปกติจะมีลักษณะเหลว ดังนั้นถ้าเด็กขับถ่ายบ่อยมากครั้งกว่าปกติ และอุจจาระมีลักษณะเหลวเป็นน้ำ ให้สงสัยว่าอาจมีอาการท้องเสีย 
 
ตามนิยาม และความหมายขององค์การอนามัยโลก โรคท้องเสีย หรือโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวหรือมีน้ำมากกว่าปกติ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือด 1 ครั้ง ในเวลา 1 วัน กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นโรคท้องเสีย ซึ่งจะต้องทำการรักษาให้ถูกวิธี 
 
อย่างไรก็ตามความหมายของท้องเสียที่ระบุโดยจำนวนครั้งของการถ่ายอาจแตกต่าง ไปจากนี้ในผู้ป่วยบางราย โดยขึ้นอยู่กับลักษณะ และความถี่ของการขับถ่ายในสภาวะปกติของแต่ละคน 
  
จากคำจำกัดความ 'ท้องเสีย' คือการที่ร่างกายมีการถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ โดยที่ลักษณะอุจจาระนั้นจะมีปริมาณมาก และมีส่วนประกอบเป็นน้ำมากกว่าปรกติ ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดเมื่อเกิดอาการท้องเสียคือ การที่ร่างกายเกิดสภาวะขาดน้ำและเกลือแร่
 
การดูแลตนเองเบื้องต้น
1. ถ้าเริ่มมีอาการใน 4-6 ชั่วโมงแรก อาจใช้ผงเกลือแร่สำเร็จรูปชงดื่ม หรืออาจเตรียมเองที่บ้านก็ได้ โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 12 ช้อนชา เติมน้ำสะอาด 1 ขวดกลม (มีขนาดเท่ากับ 710 มล.) การดูแลที่สำคัญ และจำเป็นที่สุดคือ การได้รับน้ำ และเกลือแร่ทดแทน
 
2. ในช่วงที่มีอาการท้องเสียควรรับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารเหลว เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ไม่ควรงดรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
 
3. ถ้าเป็นไม่มาก หลังดื่มน้ำเกลือแร่แล้วผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น แต่ถ้าดื่มน้ำเกลือแร่ไม่ได้ ยังคงอาเจียน มีไข้สูง กระหม่อมหนาบุ๋ม ในเด็กมีตาลึกโหล หายใจหอบ ปัสสาวะน้อยลง เพราะขาดน้ำอย่างรุนแรง ควรรีบนำเด็กไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพราะผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อค และเสียชีวิตได้
 
4. สำหรับยาที่ช่วยให้หยุดถ่ายหรือที่มักจะเรียกกันว่ายาแก้ท้องเสีย เช่น loperamide สามารถใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีอาการท้องเสียธรรมดาเท่านั้น โดยไม่มีอาการติดเชื้อ ยา loperamide ทำให้หยุดถ่าย โดยจะทำให้ลำไส้บีบตัวได้น้อยลง ทำให้ความถี่ของการถ่ายลดลง ซึ่งถือเป็นยาที่มีความจำเป็นมากในผู้ป่วยท้องเสียแบบธรรมดา ไม่มีอาการติดเชื้อ เพราะจะช่วยลดการสูญเสียเกลือแร่ และของเหลว เพราะหากคนไข้สูญเสียเกลือแร่ปริมาณสูงจนร่างกายเสียสมดุล อาจทำให้เข้าสู่สภาวะช็อค ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถึงแม้ว่ายานี้จะมีประโยชน์อยู่มาก ก็มีข้อห้ามใช้ที่สำคัญมากเช่นกัน โดยห้ามใช้ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเกิดอาการท้องเสียเนื่องจากติดเชื้อ หรือได้รับสารพิษจากเชื้อ ดังนั้นหากสงสัยว่าท้องเสียแบบติดเชื้อหรือไม่ ควรปรึกษาเภสัชกร เพื่อจะได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาดูดซับสารพิษที่เหมาะสม
 
5. หากเด็กเล็กๆหรือผู้สูงอายุเกิดอาการท้องเสีย และได้ทำการดูแลเบื้องต้นไปแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น ควรนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว และถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัวและรับประทานได้ ควรให้ดื่มน้ำเกลือแร่ในระหว่างทางด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดน้ำอย่างรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
 
6. ควรงดให้น้ำดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ในขณะที่มีการถ่ายบ่อยครั้ง หรือเครื่องดื่มที่มีความหวานในขณะที่มีการติดเชื้อ เพราะว่าจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลงกว่าเดิม
 
7. อาหารที่แนะนำให้บริโภคควรจะมีส่วนผสมของถั่ว เนื้อ ปลา ไข่ ผักต้มสุก กล้วย หรือธัญพืชต้มสุก แนะนำให้บริโภคอาหารมื้อย่อยๆดีกว่าเป็นมื้อหลักใหญ่
 
เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาล
 
* อุจจาระมีมูกปน มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ คล้ายกุ้งเน่า
* คลื่นไส้ - อาเจียนรุนแรง
* มีไข้สูงเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียส
* ท้องเสียนานกว่า 48 ชั่วโมง
* มีไข้ อ่อนเพลียมาก และมีโรคเรื้อรังประจำตัว
* ท้องเสียเรื้อรัง รวมกับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผอมลง อ่อนเพลีย
* ท้องเสียในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี หรือผู้สูงอายุ เพราะอาจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย
* ท้องเสียที่เกิดในสตรีมีครรภ์ เพราะอาจเกิดความผิดปกติทั้งมารดาและทารกในครรภ์ได้
 
เอกสารอ้างอิง
 
1. http://www.thaipharmacies.org/knowledge/disease/197-diarrhea.html
(Accessed  6 มิถุนายน 2555)
2. ภญ. วิไล ตระกูลโอสถ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร, ท้องเสีย
ฝ่ายเภสัชกรรม รพ.สมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์, ท้องเสีย (Accessed  10 ก.ค. 2553)
 
จัดทำโดย นักศึกษาเภสัชศาสตร์มนตร์สมร รัตนโกสีย์กิจ
 
วันที่จัดทำ 13 มิถนายน 2555

Comment

Comment:

Tweet