ภาวะเป็นหมัน

ภาวะที่คู่สามีภรรยาไม่สามารถมีบุตรเองได้นี้เราเรียกว่า ภาวะเป็นหมัน (Infertility) ภาวะเป็นหมันสามารถเกิดได้ทั้งในเพศหญิง และเพศชาย บางกรณีเกิดในเพศหญิง บางกรณีเกิดในเพศชาย หรือบางกรณีก็เกิดทั้งสองเพศ ถ้าคู่สามีภรรยาใดมีเพศสัมพันธ์กันโดยปกติโดยไม่ได้คุมกำเนิดแล้วไม่สามารถตั้งครรภ์ในระยะเวลา 1 ปี ถือว่าเป็นหมัน8 จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าสาเหตุของการเป็นหมันมาจากสามี 15 – 40% มีสาเหตุมาจากเพศหญิง 40 – 50% และมีสาเหตุมาจากทั้งสามีและภรรยา 10%8

ภาวะเป็นหมัน : เพศหญิง

สาเหตุที่ทำให้หญิงเป็นหมันได้มาจากหลายกรณี
 
 1. การไม่มีการตกไข่ของเพศหญิงพบได้ประมาณ 30% ของผู้หญิงที่เป็นหมันทั้งหมด ฮอร์โมนเพศหญิงนั้นก็คือเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการตกไข่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนสร้างมากที่สุดมาจากรังไข่ ผู้หญิงที่เป็นโรคบางชนิดจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ต่ำกว่าปกติ เช่น คนที่เป็นโรคอะโนเรเซีย (Anorexia:ภาวะขาดอาหารอย่างรุนแรง) หรือมีการสร้างฮอร์โมนเพศชาย ชื่อว่า แอนโดรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ต้านฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน ในปริมาณที่มากเกินไปจนทำให้สมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงเปลี่ยนไป
 
 2. อายุของเพศหญิงก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์พบว่า ผู้หญิงอายุมากขึ้นโอกาสที่จะตั้งครรภ์ก็ลดลงไปเรื่อยๆทั้งๆที่ยังมีการตกไข่ และมีรอบเดือนตามปกติ เป็นเพราะว่าคุณภาพของไข่ลดลงนั่นเอง
 
 3. การติดเชื้อภายในช่องคลอด และมดลูก การมีมดลูกที่แคบเกินไป บางรายเกิดการผสมระหว่างไข่ และเชื้ออสุจิแต่เมื่อเคลื่อนที่มาที่บริเวณมดลูกเพื่อฝังตัวพบว่ามดลูกไม่มีความพร้อมในการฝังตัว ไข่ที่ได้รับการผสมนั้นจะเป็นต้องสลาย นอกจากนี้การเกิด Cyst ก็มีผลเช่นกัน
 
 ภาวะเป็นหมัน: เพศชาย
 
 การเกิดภาวะเป็นหมันในเพศชาย เป็นเพราะว่าในน้ำอสุจิไม่มีตัวอสุจิหรือสเปิร์ม หรือมีแต่ไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะไปผสมกับไข่ของเพศหญิง  

 

จากการศึกษาค้นคว้าได้ทำการสรุปสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ชายเป็นหมัน

 
 

 

Ø การขาดธาตุซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุจำพวกเดียวกับธาตุซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ทำหน้าที่ช่วยรวมกลุ่มตัวอสุจิในการที่จะเข้าไปผสมกับไข่ของเพศเมีย ถ้าขาดธาตุนี้เชื้ออสุจิของเพศชายจะไม่สมบูรณ์ไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ โดยธาตุซีลีเนียมจะพบในอาหารจำพวกอาหารทะเล ตับสัตว์ และเนื้อสัตว์ที่ไม่มีมัน 

 

Ø การดื่มแอลกอฮอล์  และสารเสพติด1,3 

 

§  โดยพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะมีผลให้การทำงานของระบบประสาทซิมพาเธติกลดลง และอาจเป็นผลให้เกิดภาวะมะเขือเผา หรือ electile dysfunction ได้ในผู้ชาย

§  การดื่มแอลกอฮอล์มากๆมีผลไปยับยั้งการทางานของระบบประสาทซิมพาเทติก เป็นผลให้ไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้เช่นคนปกติ คือ มีภาวะ ejaculatory incompetence ขึ้น

§  การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งที่สัมพันธ์กับการมีความผิดปกติของน้ำอสุจิ

§  การดื่มแอลกอฮอล์มีผลทำให้ระดับฮอร์โมน testosterone ลดต่ำลง มีผลทำให้ลักษณะความเป็นชายลดต่ำลง และมีผลเสียต่อการสร้างอสุจิ

 

Ø สารพิษในสภาวะแวดล้อม มีผลทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ โดยพบว่าสารเคมีต่างๆที่ใช้ในกระบวนการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ตลอดจนสาร phyto และ Xeno-estrogen จะทำให้ปริมาณอสุจิลดลง เช่น ตะกั่ว ยาฆ่าแมลง
 

Ø ยา Amlodipine 11

     ยา Amlodipine เป็นที่ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการเข้าออกของแคลเซียมของกล้ามเนื้อเรียบบริเวณหลอดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลอดเลือดคลายตัว และสามารถลดความดันโลหิตได้

 

อาการข้างเคียงเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย
 -พบภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศทั้งในเพศชาย และหญิง โดยในเพศชายพบได้ 1 - 2 % ส่วนเพศหญิงพบได้ 0.1 - 1 % โดยคาดว่าเกิดจากการยับยั้งการเข้าออกของแคลเซียมที่กล้ามเนื้อบริเวณองคชาติ ท่อนำอสุจิ และ ท่อปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้การหลั่งน้ำอสุจิยากขึ้นกว่าเดิม
 
 -ส่วนรายงานที่เกี่ยวกับการเจาะเข้าปฏิสนธิของอสุจิ และไข่ที่ยากขึ้นกว่าเดิม และจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลของ USFDA (Last update: Dec, 2, 2010) พบการเกิด male infertility 20 คน คิดเป็น 0.02% จากผู้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาทั้งหมด 83,700 คน โดย 80% เกิดในช่วงอายุมากกว่า 60 ปี และ 20% เกิดในช่วงอายุ 30-39 ปี หรือซึ่งรายงานนี้ไม่ได้ระบุรูปแบบของการเกิดอาการไม่พึงประสงค์  

 

-รายงานความผิดปกติของอสุจิจากการใช้ยา amlodipine ยังไม่พบการศึกษาและรายงานการเกิดในมนุษย์อย่างไรก็ตามพบการศึกษาในสัตว์ทดลอง ดังนี้ 
-จากการศึกษาของ Latif R และคณะ ทดลองเปรียบเทียบให้ยา amlodipine เทียบกับ น้ำกระสายยา ในหนูทดลอง 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัว เป็นเวลา 50 วัน พบว่า หนูทั้ง 2 กลุ่มมีภาวการณ์หดของท่อน้ำอสุจิที่ และความหนาของเยื่อบุผิวในระบบสืบพันธุ์ที่ไม่แตกต่างกัน แต่พบการลดลงของฮอร์โมน testosterone ในเลือด และน้ำหนักของอัณฑะที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 
 
-จากการศึกษาของ Morakinyo และคณะทดลองเปรียบเทียบการใช้ยา Nifedipine, Verapamil และ diltiazam  (ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเดียวกับ Amlodipine) ในหนูทดลองทั้งหมด 40 ตัว พบว่า ปริมาณอสุจิ และการเคลื่อนที่ของอสุจิ ในกลุ่มที่ได้รับยาทั้ง 3 ตัวลดลงจากกลุ่มที่ได้ควบคุม อย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อหยุดยาแล้วผลดังกล่าวสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ 
 
โดยสรุป กลไกในการทำให้เกิด male infertility ในมนุษย์นั้นยังไม่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดในมนุษย์ สำหรับผลการศึกษาในสัตว์ทดลองเป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้น ซึ่งยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ จึงจะสามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามการใช้ยาลดความดันโลหิต มีความสำคัญยิ่งกว่า เนื่องจากยากลุ่มนี้ มีบทบาทสำคัญในการลดการอัตราการเกิดภาวะทุพพลภาพ และอัตราการตาย จากโรคความดันโลหิตสูงได้จึงจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงต่อไป
  

 

พืช ผัก อาหารที่มีผลต่อการมีบุตร

 

 

1. ถั่วเหลือง.....กับภาวะการมีบุตรยาก10
  
เพศหญิง : มีงานวิจัยกล่าวว่า การบริโภคนมถั่วเหลืองจะมีผลต่อระบบการเจริญพันธุ์ และทำให้มีบุตรลำบาก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวพบว่า  การบริโภคทั่วเหลืองมากๆจะเพิ่มความยาวของรอบเดือนในผู้หญิง, ลดฮอร์โมน FSH และ LH ซึ่งมีความสำคัญต่อการตกไข่ แต่การที่จะทำให้เกิดผลดังกล่าวนั้นต้องมีการบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณมากๆ คือวันละ 36 ออนซ์ เป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายเดือน

ดังนั้น ในการบริโภคอาหารซึ่งมีส่วนประกอบของถั่วเหลืองในคนปกติทั่วๆไป จะไม่มีผลต่อการเจริญพันธุ์หรือการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ยกเว้นในกรณีที่มีความผิดปกติของระบบฮอร์โมนอยู่แล้ว อาจได้รับผลกระทบบ้าง

 เพศชาย : มีการทดลองพบว่า ถั่วเหลืองมีผลทางลบต่อการเคลื่อนไหวของอสุจิ แต่ข้อสรุปดังกล่าวนั้นมาจากการทดลองในห้องทดลอง ที่นำอสุจิแช่ในถาดน้ำเลี๊ยงเชื้อที่มีส่วนประกอบของ Isoflavone จากถั่วเหลือง

 

 

2. พืชตระกูลถั่ว7: จากรายงานวิจัยของ Jorge Chavarro,MD มหาวิทยาลัย Harvard University พบว่า พืชตระกูลถั่วมี เหล็ก เป็นส่วนประกอบ ซึ่งเหล็กสามารถลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับการตกไข่ (Ovulation problems) และสามารถเพิ่มโอกาสในการมีบุตร (Enhance fertility) ได้ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เหล็กที่ได้จากพืช (Plant sources) มีประสิทธิภาพดีกว่าเหล็กที่ได้จากสัตว์ (Animal sources) ซึ่งเหล็กที่ส่งเสริมสภาวะดังกล่าวนี้ ควรมาจากพืชตะกูลถั่ว เช่น ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว ถั่วพลู ซึ่งถ้าหาพืชตระกูลถั่วไม่ได้หรือไม่ชอบทานถั่ว เพราะอาจทำให้ท้องอืด ก็ให้ไปหาซื้อเหล็กมาทาน 
 

3. Monounsaturated Fats7 : Jorge Chavarro ยังได้ศึกษาเกี่ยวกับถั่วอัลมอนต์ พบว่ามันมีMonounsaturated Fats  ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ (increase a woman's chances of getting pregnant)ได้

 

 

4มะละกอ7 ช่วยปรับปรุง แก้ไขในส่วนของปริมาณอสุจิ ( sperm count) รูปร่าง (sperm morphology) และประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว ( sperm motility) นอกจากนี้ มะละกอยังเพิ่มคุณภาพของน้ำเชื้ออีกด้วย (improve semen quality)

 

5. Full fat dairy food 7: จากการศึกษาวิจัยของ Jorge Chavarro และงานเขียนของ Randine Lewis ในหนังสือ Infertility Cure กล่าวสอดคล้องกัน  โดย Jorge Chavarro ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองในผู้หญิงที่รับประทานอาหารประเภท Full fat dairy food หรือ high fat dairy จะทำให้รังไข่ทำงานได้ดีขึ้น และลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในสภาวะไข่ตก (improve ovulation problems) ได้ดีกว่า อาหารประเภท low fat dairy
 

6. เมล็ดดอกทานตะวัน7 : เป็นแหล่งรวมของวิตามินอี  จากงานวิจัยของ Blakeway ได้แสดงให้เห็นว่า วิตามินอี ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของอสุจิ (increases sperm motility) และเพิ่มความสามารถในการเจาะเข้าไปผสมกับไข่ (increasing the penetrate the egg) นอกจาก เมล็ดดอกทานตะวัน แล้วยังมีพืชผักที่อุดมด้วยวิตามินอี ได้แก่ถั่วอัลมอนต์ ผักโขม ซอสมะเขือเทศ หัวผักกาดเขียว เป็นต้น

 

 

 

7พรุน7 : อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยป้องกันสารที่เป็นอนุมูลอิสระ ที่จะไปทำลายอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง นอกจากพรุนแล้ว ยังพบสารเหล่านี้ใน ลูกเกด ผักโขม กะหล่ำปลีสีเขียว อีกด้วย

 

 

 8หอยนางรมหรือซอสหอยนางรม7 : จากงานวิจัยของ Derek Abbassi, MD, board certified obstetrician/gynecologist and member of the Physicians Committee for Responsible Medicine พบว่าอาหารประเภทนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสี (zinc) ซึ่งช่วยทำให้ระดับของอสุจิให้พอดี (help mantain optimum sperm count) และยังช่วยลดระดับ estrogen (ฮอร์โมนเพศหญิง) ในผู้ชาย (lowering excessive amounts of estrogen in men) ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ชาย เพราะทำให้ฮอร์โมนผู้ชายเด่นขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าแร่ธาตุสังกะสี ยังลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะแท้งบุตร (reduce the risk of miscarriage) ในเพศหญิงอีกด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

 

2.http://www.bumrungrad.com/mens-health-center/th/infertility.aspx

3.http://www.smj.ejnal.com/e-journal/showdetail/?show_detail=T&art_id=478

4.http://www.fengshuitown.com/fengshui-forum/index.php?topic=1285.0

5.http://www.med.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/index.php?option=com_content&view=article&id=396:male-infertility&catid=40&Itemid=482

 6.http://www.med.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/index.php?option=com_content&view=article&id=391:female-infertility&catid=40&Itemid=482

7.http://thai-infertility.blogspot.com/search?updated-min=2011-01-01T00:00:00-08:00&updated-max=2012-01-01T00:00:00-08:00&max-results=7

8.Rowe PJ, Farley TMM. The standardized investigation of the infertile couple. In: Rowe P.J., Vikhlyaeva E.M., editors. Diagnosis and treatment of infetility. Bern: Hans Huber Publishers; 1988: 15-39.

9.http://www.vcharkarn.com/varticle/41945

10.http://www.lifeformom.com/forum/index.php?topic=56.0

11.http://drug.pharmacy.psu.ac.th/Question.asp?ID=13177&gid=1

 

จัดทำโดย
นักศึกษาศาสตร์อลังการ  ศรีเพ็ชร
วันที่จัดทำ 13 มีนาคม 2555

Comment

Comment:

Tweet