ลูกยอ

posted on 09 May 2011 15:09 by sirinpharmacy in Supplements

ลูกยอ

 

ภาพจาก: http://blogdefarmacia.com/fruta-medicinales-el-noni/

ชื่ออื่นๆ :

มะตาเสือ  ยอ  แยใหญ่

ชื่อสามัญ :

Noni, Indian mulberry, Noni Indian mulberry, Great morinda, Mengkudu (Malay), Nonu/Nono (Pacific Islands)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :

Morinda citrifolia L.

วงศ์ :

Rubiaceae

ถิ่นกำเนิด :

อินเดีย ถึงตอนใต้ของจีน

ลักษณะทั่วไป :

ไม้พุ่มขนาดเล็ก ทรงพุ่มแน่นทึบ แตกกิ่งก้านจำนวนมาก

ฤดูการออกดอก :

ติดดอกออกผลตลอดปี(1) ,(5)

 

ลูกยอ (noni) และคุณสมบัติ
ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 18 เดือน และให้ผลซึ่งมีน้ำหนักรวมกันระหว่าง 4-8 กิโลกรัมต่อเดือนตลอดทั้งปี ยอเป็นพืชทนทานต่อดินเค็ม สภาวะแห้งแล้ง และดินทุติยภูมิ ยอจึงพบแพร่หลายทั่วไป ต้นยออาจสูงถึง 9  เมตร ใบ และผลยอมีลักษณะเด่นที่เป็นแล้วบอกได้โดยง่ายว่าเป็นยอ ใบยอมีขนาดใหญ่ รูปใบธรรมดาและเส้นใบลึก ใบมีสีเขียวเข้ม และเป็นมัน

ยอออกดอก และผลตลอดปี ดอกของมันเล็กๆ มีสีขาว ผลยอเป็นผลรวม กลิ่นฉุนเมื่อสุก บางครั้งจึงมีผู้เรียกชื่อผลยอในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง ลูกเนยแข็งหรือลูกอ้วก (cheese fruit หรือ vomit fruit) ผลยอคล้ายรูปไข่ และเหมือนมีตารอบผล ความยาวของผลอยู่ระหว่าง 4-7  เซนติเมตร เมื่อผลยังอ่อนมีสีเขียว แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปจนเกือบขาวเมื่อสุก แม้ผลยอจะมีกลิ่นแรง และรสขม แต่ก็มีการบริโภคผลยอกันมากทั้งดิบๆ หรือปรุงแต่ง บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค กินผลยอเป็นอาหารหลัก ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชาวพื้นเมืองออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกระหรี่ เมล็ดของยอคั่วรับประทานได้

การใช้ประโยชน์ยอ

ต้นยอใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น ไม่ว่า ใบ ผล ลำต้น ดอก เมล็ด หรือราก แต่ดั้งเดิมมามีผู้นำยอไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้
 
1. ใบยอ ใช้ แก้ท้องร่วง แก้ไข้ แก้จุกเสียด ชาวฟิลิปปินส์ใช้ใบสดรักษาแผลเปื่อย ข้ออักเสบในขณะที่ชาวอินเดียใช้เป็นยาสมานแผล และรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง โดยที่ชาวมาเลเซียใช้ใบปิ้งไฟให้ร้อนวางบนอกหรือท้อง เพื่อลดอาการไอ ตับโต คลื่นไส้ และเป็นไข้ และในสมัยโบราณของไทยเองยังใช้ใบยอแก้อาการท้องร่วง แก้ปวดตามข้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า โดยมีองค์ประกอบด้วย สารแอสเพอรูโลไซด์ (Asperuloside) เบต้า-ซิโตสเตอรอล (ß- sitosterol) กรดอัวโซลิค (ursolic acid) เบต้า - คาโรทีน (ß - carotene) โปรตีน นอกจากนี้ในใบยอยังมีแคลเซียมมากถึง 469 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม
 
2. ผลยอ

แก้อาเจียน ขับลม บำรุงธาตุ โดยใช้ผลยอที่ไม่สุกหรือดิบเกินไป หั่นปิ้งไฟพอเหลืองกรอง ต้มเอาน้ำเป็นกระสาย ใช้ร่วมกับยาแก้คลื่นไส้อาเจียนที่ไม่รุนแรง หรือนำผลดิบหรือผลห่ามสดประมาณ 2 กำมือ ฝานเป็นชิ้นบางๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อนๆ ให้เหลืองกรอบต้มหรือชงน้ำดื่ม เอาน้ำที่ได้จิบทีละน้อย และบ่อยครั้ง ชาวฟิลิปปินส์ ใช้ผลเป็นยาขับระดู
ผล ดิบมีคุณสมบัติในการรักษาโรคเหงือก น้ำคั้นจากผลบรรเทาอาการเจ็บคอ ทั้งนี้ผลของต้นยอประกอบด้วยกลุ่มสารสำคัญคือ กลุ่มโมโนเทอร์ปีน (monoterpenes) ได้แก่ แอสเพอรูโลไซด์ (asperuloside) นอกจากนี้ยังมีเบต้า - คาโรทีน (ß - carotene) และนอกจากนี้ในผลสุกยังมีสารหอมระเหย ซึ่งส่วนมากเป็นกรดคาร์บอกซีลีก (carboxylic acid) ได้แก่ กรดอ๊อคทาโนอิก (octanoic acid) กรดเฮกชาโนอิก (hexanoic acid) กรดเดคาโนอิก (decanoic acid) เป็นต้น (1) ,(3) ,(4)

Monoterpenes : พบในน้ำมันหอมระเหยส่วนใหญ่เป็นยาฆ่าเชื้อโรค Monoterpenes และยาชูกำลังในธรรมชาติเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ดีซึ่งมีประมาณ 10 อะตอมของคาร์บอน แม้ว่า Monoterpenes มีอยู่ในน้ำมันหอมระเหยเกือบทุกชนิด แต่พบในน้ำมันส้มเป็นจำนวนเยอะกว่าพืชกลุ่มอืนๆ Monoterpenes เป็นสารไม่มีสี มีความผันผวนอย่างมาก และเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เย็น(6)
 

Monoterpenes เป็นสารให้กลิ่นหอมเฉพาะ ซึ่งทําหน้าที่เป็นทั้ง chemoattractants หรือ chemorepellents มีโครงสร้างเป็น isoprenoids ที่มีคาร์บอน 10 ตัว โดยธรรมชาติ สามารถสังเคราะห์จาก mevalonate pathway ในพืชเท่านั้น สารในกลุ่ม monoterpenes อาจพบได้จากแหล่งต่างๆ เช่น d-limonene พบในน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเปลือกผลไม้กลุ่มส้ม และ caraway ส่วน perillyl alcohol พบในเชอรี่ และมิ้นท์ carvone พบใน caraway และมิ้นท์ geraniol พบในน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารมีการใช้d-limonene ในการปรุงแต่งกลิ่นน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มต่างๆ อาหารหรือขนมอบ ไอศกรีม และพุดดิ้ง(7) นิยมนําไปใช้แต่งกลิ่นอาหาร และเนื่องจากมีกลิ่นแบบส้ม จึงนิยมใช้แต่งกลิ่นในเครื่องสําอางสบู่หรือผลิตภัณฑ์เพื่อทําความสะอาดต่างๆ              

Monoterpenes มีฤทธิ์ยับยั้ง และชะลอการลุกลามของมะเร็งได้ เช่น การทดสอบในหนูโดยให้ limonene ทางปากที่ความเข้มข้น 1.2 g/Kg ของน้ําหนักตัว พบว่า limonene มีฤทธิ์ยับยั้งการลุกลามของ spontaneous neoplasms(8) นอกจากนี้ในการทดลองในหนู “p532/2” พบว่า limonene สามารถลดอุบัติการณ์ของ spontaneouslymphomas ได้(9) และจากการทดลองที่เปรียบเทียบผลของ limonene บริสุทธิ์ และน้ำมันหอมระเหยสัตว์กัดแทะที่ถูกกระตุ้นด้วยสารเคมี รวมทั้งมะเร็งที่ผิวหนัง ตับ ปอดและกระเพาะอาหารส่วนต้น(10)  น้ำมันหอมระเหยจากเมล็ด caraway ซี่งมีองค์ประกอบของ carvone ซึ่งเป็น monoterpeneหลัก มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของ carcinoma ที่ปอด และกระเพาะอาหารส่วนต้นเมื่อให้ก่อนการชักนำให้เกิดมะเร็งด้วยสารเคมี ในขณะที่เมื่อให้ 1% carveol(11) หรือ menthol(12) ผสมในอาหารมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็งเต้านมในระยะ initiation phase ในหนูที่ถูกชักนําด้วย DMBA ทั้งนี้ การเกิดมะเร็งมี 3 ระยะคือ initiation promotion และ progression phase ส่วน geraniol ซึ่งเป็น monoterpene ที่มีโครงสร้างเป็นวงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ตับ และ melanocyte ของหนูแบบ in vivo(13) เมื่อให้ทั้งก่อน และหลังการทํา tumor cell transplantationสารในกลุ่ม monoterpene มีฤทธิ์เป็น chemopreventive agent ต่อมะเร็งเต้านม และตับในระยะpromotion phase โดยไปยับยั้ง proliferation ของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการตายของเซลล์ในก่อนมะเร็ง และกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งมี differentiation ในขณะที่ perillyl alcohol มีฤทธิ์เป็chemopreventive agent ต่อมะเร็งตับในระยะ promotion phase โดยไปชักนําให้เซลล์มะเร็งเกิดapoptosis และกระตุ้น differentiation ของ cultured neuro2A cells ได้ในขณะเดียวกัน(14)


3. ลำต้น (ก) เปลือกต้ม แก้โรคดีซ่าน

               (ข) น้ำสกัดต้นยอ แก้โรคความดันโลหิตสูง

4. เมล็ดยอ

ใช้เป็นยาระบาย โดยในเมล็ดของยอนั้นจะมีน้ำมันประกอบด้วยกรดซิโนเลอิด (ricinoleic acid)
 

5. เปลือก : 

ชาวอินเดียใช้เปลือกของต้นยอนำมาต้มดื่มเป็นยาฝาดสมาน ชาวมาเลเซียใช้ต้มดื่มแก้ไข้จับสั่น ประกอบด้วยกลุ่มสารสำคัญคือ สารกลุ่มควินอยด์ (quinolds) ได้แก่ อะลิซาริน (alizarin) กรดรูเบอรีทริค (ruberythric acid) และรูเบียดิน (rubiadin) การใช้ยอตามสรรพคุณยาไทย แก้คลื่นไส้อาเจียน เป็นสรรพคุณของลูกยอที่รู้จักกันมากที่สุด และสามารถใช้ได้โดยไม่มีพิษภัยอะไร คุณประโยชน์มากมายตั้งแต่รากจนถึงผลสุก ไม่เพียงแต่จะนำมาประกอบอาหารเท่านั้นยังสามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรที่ช่วย บรรเทาโรคบางอย่างได้

6. รากยอ

ใช้เป็นยาระบาย ซึ่งในบันทึกตามประวัติการใช้งานของยอพบว่า ชาวอินเดียใช้รากของยอในการเป็นยาถ่ายโดยพบองค์ประกอบทางเคมีและกลุ่มสาร สำคัญคือ แอนทราควิโนน (Anthraquinones) ซึ่งเป็นสารสีได้แก่ มอรินโดน (Morindone) มอรีโนน (Morenone) นอร์แดมนาเซ็นทาล (Nordamnacenthal) รูเบียดิน (Rubiadin) และอนุพันธ์ (Rubiadin 1 - methylether) ในเปลือกของรากมีสารสีคือ มอรินดิน (Morindin) (1) ,(3) ,(4)

ประโยชน์ทางอาหาร 

คุณค่าทางโภชนาการ ใบยอ 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 73 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยน้ำ 77.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม โปรตีน 5.0 กรัม ไขมัน 2.2 กรัม กาก 4 กรัม แคลเซียม 469 มิลลิกรัม เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43333 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.30 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.14 มิลลิกรัม ไนอาซีน 7.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

 

ภาพจาก : http://www.biogang.net/content_detail.php?menu=biodiversity&uid=10474&id=10256

4. คุณค่าทางด้านอาหารของลูกยอฮาวาย

ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาวาย แสดงให้เห็นคุณค่าทางอาหารของลูกยอ (ในรูปผง) ดังตารางข้างล่างนี้

องค์ประกอบสำคัญ

ร้อยละต่อน้ำหนักผงลูกยอ 100 กรัม

   โปรตีน

   5.8

   ไขมัน

   1.2

   ความชื้น

   9.3

   เถ้า

   10.3

   เส้นใยอาหารโดยรวม

   36

   คาร์โบไฮเดรต

   71

 

องค์ประกอบสำคัญ

น้ำหนักมิลลิกรัมต่อผงลูกยอ 1200 มิลลิกรัม

   โปรตีน

   69.6

   ไขมัน

   15.5

   คาร์โบไฮเดรต

   843

   เส้นใยอาหารโดยรวม

   419

   แคลอรี

   3

   วิตามิน เอ

   2.26 IU

   วิตามิน ซี

   9.81

   ไนอะซิน

   0.048

   ไทอะมิน

   -

   ไรโบเฟลวิน

   -

   เหล็ก

   0.02

   แคลเซียม

   0.88

   โซเดียม

   2.63

   โพแทสเซียม

   32.0

เป็นที่น่าสังเกตว่า ลูกยอมีปริมาณคาร์โบไฮเดรต เส้นใย และโพแทสเซียมสูง แต่มีไขมันค่อนข้างต่ำ

 

ลูกยอมีสารเคมีที่เรานิยมเรียกกันว่าพฤกษาเคมี (phytochemical) อยู่มากมาย ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวางตลอดมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ตัวอย่างพฤกษาเคมีในลูกยอ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานการบริโภค (Dietary Reference Intakes, DRI) มีดังนี้

  • น้ำตาลโมโลกุลยาวประเภทโอลิโกแซคคาไรด์ หรือโพลีแซคคาไรด์ ที่แบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลายออกเป็นกรดไขมันโมเลกุลสั้นๆ Medicine search มีเพียงประมาณ 20 รายงานทั่วโลก มีสามรายงานที่มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ ในลูกยอมีสาร Polysacchance (noni PPt) มีผลต่อเซลล์ของมะเร็ง Lewis lung carcinoma ได้จริง และยืดอายุของหนูที่เป็นมะเร็งนี้ได้จริง แต่ยังไม่พบรายงานการวิจัยในคน (Phyto ther Resp 1999) ซึ่งสรุปได้แต่เพียงว่าอาจมีผลป้องกันมะเร็งได้
  • สารประเภทไกลโคไซด์ ซึ่งจัดเป็นสารประกอบฟีนอลที่เป็นน้ำตาล ได้แก่ เฟลโวนอยด์ เช่น rutin และ asperulosidic acid ยังไม่มีการศึกษา จนทราบคุณสมบัติแน่ชัดเช่นกัน
  • Trisaccharide fatty-acid esters หรือ noniosides เกิดจากการรวมตัวระหว่างอัลกอฮอล์กับกรดชนิดหนึ่งในผลยอ โนนิไซด์ คือสารเคมีที่ทำให้ลูกยอมีกลิ่นและรสที่เราไม่ชอบ
  • scopoletin สารชนิดนี้อาจเป็นสารปฏิชีวนะ งานวิจัยยังอยู่ในระดับเริ่มต้น
  • beta-sito sterol เป็นสเตอรอลในพืช มีศักยภาพลดคอเลสเทอรอล แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ในคน
  • clamma canthal เป็น anthraquinone ชนิดหนึ่ง มีศักยภาพในการยับยั้งโปรตีนของเชื้อเอ็ชไอวี
  • แอลคาลอยด์ เป็นอะมีนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพืช มักทำให้มีรสขม และจำนวนมากมีส่วนทำให้ลูกยอมีรสชาติไม่น่ากิน แหล่งข้อมูลในอินเทอร์เนตบางแห่งกล่าวถึง xeronine หรือ proxeronine ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของลูกยอ แต่ยังไม่พบการตีพิมพ์เกี่ยวกับสารทั้งสองชนิดนี้ในวารสารด้านการแพทย์ ดังนั้นศัพท์สองคำนี้จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์(2) ,(4) ,(5)

 

เอกสารอ้างอิง :                       

1. http://www.charpa.co.th/articles/noni.asp

2.http://www.puibuatip.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538732911&Ntype=18

3.http://yathai.blogspot.com/2010/09/blog-post_28.html

4.http://www.biogang.net/content_detail.php?menu=biodiversity&uid=10474&id=10256

5.http://www.samunpai.com/samunpai/show.php?id=109&cat=1

6)http://essential-oil.com/th/botanicals_essential-oils-chemistry-8-common-chemical-components-of-essential-oils_982.html

 7. National Toxicology Program. Toxicology and Carcinogenesis Studies of d-Limonene in F-344/N rats and B6C3F1 mice (Gavage Study), NTP TR 347. U.S. Department of Health and Human Services, Public Health Service,National Institutes of Health, Bethesda, MD, 1990.

8. McGarvey, D.J. and Croteau, R. Terpenoid metabolism. Plant Cell 7, 1995: 1015–1026.

9. Hursting, S.D., Perkins, S.N., Haines, D.C., Ward, J.M. and Phang, J.M. Chemoprevention of spontaneous tumorigenesis in p53-knockout mice. Cancer Res. 1995; 55: 3949–3953.

10. Crowell, P.L. and Gould, M.N. Chemoprevention and therapy of cancer by d-limonene. CRC Crit. Rev. Oncog., 1994; 5: 1–22.

11. Crowell, P.L., Kennan, W.S., Haag, J.D., Ahmad, S., Vedejs, E. and Gould, M.N.

Chemoprevention of mammary carcinogenesis by hydroxylated derivatives of

d-limonene.Carcinogenesis, 1992; 13: 1261–1264.

12. Russin, W.A., Hoesly, J.D., Elson, C.E., Tanner, M.A. and Gould, M.N. Inhibition of rat mammary carcinogenesis by monoterpenoids. Carcinogenesis, 1989; 10: 2161–2165.

13. Yu, S.G., Hildebrandt, L.A. and Elson, C.E. Geraniol, an inhibitor of mevalonate  biosynthesis, suppresses the growth of hepatomas and melanomas transplanted to rats and

mice. J. Nutr., 1995; 125: 2763–2767.

14. Crowell, P.L. Symposium on Phytochemicals: Biochemistry and Physiology Prevention and Therapy of Cancer by Dietary Monoterpenes. J. Nutr., 2004; 129: 775S–778S.

จัดทำโดย : นักศึกษาเภสัชศาสตร์ พจนาถ สุขช่วง

วันที่จัดทำ 9 พฤษภาคม 2554

Comment

Comment:

Tweet